หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

อาหารต้านอักเสบ

การอักเสบ เกิดจากการที่ร่างกายเราตอบสนองต่อสิ่งรุกล้ำภายนอก และการเกิดภาวะเครียดออกซิเดชั่นของร่างกายซึ่งมีาสาเหตุมาจาก อาหารที่เรารับประทาน, การดำเนินชีวิต และสิ่งแวดล้อม

จริงๆ แล้วการอักเสบเป็นกลไกการป้องกันอย่างหนึ่งของร่างกาย  ร่างกายเราจะตอบสนองต่อสิ่งอันตรายต่างๆเพื่อที่จะพยายามกำจัดมัน เช่น ถ้าเราโดนมีดบาด ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายก็จะส่งม้าเร็วที่เรียกว่าเม็ดเลือดขาวออกมาบริเวณที่เป็นแผลเพื่อคอยกำจัดเชื้อโรคที่เข้ามา ซึ่งกลไกในการกำจัดจะทำให้เราเกิดอาการบวมแดง และอาจเป็นหนองได้ในที่สุด ซึ่งการอักเสบแบบนี้ถือว่าจำเป็นเพราะจะสามารถป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้

แต่จะมีการอักเสบอีกประเภทหนึ่งที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายมากกว่าผลดี นั้นคือ การอักเสบเรื้อรังแบบค่อยเป็นค่อยไป(Chronic Low Grade Inflammation) ซึ่งเป็นการอักเสบที่ละน้อยๆไม่รุนแรงแต่จะมีระยะเวลานาน  โดยสาเหตุของการอักเสบแบบนี้มักเกิดจากการติดเชื้อซ้ำซ้อน  การสัมผัสหรือได้รับสิ่งแปลกปลอมเป็นเวลานาน  การรับประทานอาหารที่ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบเป็นประจำ(เช่น อาหารที่มีปริมาณน้ำตาลมาก, อาหารที่มีไขมันชนิดทรานส์, อาหารที่มีสารก่อมะเร็ง ฯลฯ)  โรคบางโรคเช่นโรคเบาหวานและโรคอ้วน  การดำเนินชีวิตแบบเร่งรีบ ผักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย  รวมถึงความเครียดเนื่องจากการทำงาน หรือปัญหาต่างๆ

ซึ่งการอักเสบแบบนี้จะเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ได้ เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคไขข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคอัลไซเมอร์ และอื่นๆ

อาหารที่มีประโยชน์สามารถลดการอักเสบได้

มาดูกันว่าอาหารอะไรบ้างมีคุณสมบัติเด่นด้านการลดการอักเสบ

ผักตระกูลกะหล่ำ (Cruciferous Vegetable)
Photo CR: http://www.diagnosisdiet.com/

ได้แก่ กะหล่ำดอก, กะหล่ำปลี, คะน้า, บร๊อคโคลี และกวางตุ้งจีนเป็นต้น  โดยมีการศึกษาล่าสุด(ค.ศ. 2014)ในผู้หญิงชาวจีนวัยกลางคนจำนวนประมาณ 1000 คน พบว่าหญิงชาวจีนที่มีปริมาณการบริโภคผักตระกูลกะหล่ำสูงจะมีปริมาณสารก่อการอักเสบในร่างกายน้อยกว่ากลุ่มที่มีปริมาณการบริโภคต่ำ(1)  โดยในผักตระกูลนี้จะมีสารสำคัญซึ่งมีคุณสมบัติต้านอักเสบได้แ่ก่ indole-3-carbinol (I3C) และ β-phenylethyl isothiocyanate (PEITC)(2)



อาหารที่มีสีม่วงแดง

Photo CR: http://juicing-for-health.com/
color-food-groups.html

ได้แก่ องุ่น, พืชตระกูลเชอร์รี่ และเบอร์รี่่ต่างๆ, กะหล่ำม่วง, ถั่วดำ, มันสีม่วง, ข้าวเหนียวดำ, ข้าวสีนิล เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากสีม่วงแดงที่พบในอาหารคือรงควัตถุที่พบในพืชที่เรียกว่า "แอนโทไซยานิน" ซึ่งจะมีหลากหลายชนิดและพบในพืชที่มีมีแดงไปจนถึงสีม่วงดำ  โดยมีการศึกษาในผู้ที่มีภาวะคอลเลสเตอรอลสูงซึ่งพบว่ากลุ่มที่ได้รับแอนโทไซยานินจะมีการอักเสบน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับ(3)








ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี (Whole Grain)

ได้แก่ ข้าวกล้อง, ข้าวสาลี, ข้าวโพด, ข้าวโอ๊ต, ข้าวบาร์เลย์, ถั่วเมล็ดแห้ง และงาเป็นต้น โดยพบว่ามีความสัมพันธ์ในการบริโภคธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีกับปริมาณสารก่ออักเสบที่ลดลง(4)

Photo CR: http://www.healthline.com/health-blogs/
diet-diva/nutritional-superstar-whole-grains

ไขมันที่ดี (Healthy Fat)


น้ำมันปลา
Photo CR: http://guardianlv.com/2014/01/
fish-oil-amazing-health-benefits/
ในน้ำมันปลาจะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายพันธะชนิดโอเมก้า 3 ซึ่งได้แก่ EPA และ DHA ซึ่งมีงาานวิจัยมากมายที่กล่าวถึงคุณสมบัติเด่นในการต้านอักเสบของร่างกาย  โดยพบว่าการรับประทานกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 ที่มากขึ้นจะมีส่วนช่วยในการลดโอกาสการเกิดโรคเรื้อรังที่เกิดจากการอักเสบ(5)  สำหรับวัยผู้ใหญ่การได้รับ EPA และ DHA ในปริมาณมากกว่า 2 กรัมต่อวันดูเหมือนจะเป็นปริมาณที่เพียงพอที่จะเห็นผลถึงคุณสมบัติในการต้านอักเสบ(6)

น้ำมันมะกอก


ในน้ำมันมะกอกจะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวพันธะเดี่ยวชนิดโอเมก้า 9 ซึ่งได้แก่ กรดโอเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีคุณสมบัติในการต้านอักเสบเช่นกัน(7)  นอกจากนี้สารประกอบฟินอลิก และสารที่สปอนนิฟายไม่ได้(unsaponified matter) ที่พบในน้ำมันมะกอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดเอ็กซ์ตร้าเวอรจิ้นก็มีคุณสมบัติในการต้านอักเสบได้ดีเช่นกัน(8,9)






โปรตีนที่ดี


Photo CR: http://www.thesimplybar.com/
thesimplybar/
are-all-proteins-created-equal/

ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง
โปรตีนจากถั่วเหลือง และสารไอโซฟลาโวนที่พบในถั่วเหลืองมีคุณสมบัติในการต้านอักเสบ(10,11)

โปรตีนเวย์
โปรตีนเวย์เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง และมีกรดอะมิโนครบถ้วนตามที่ร่างกายเราต้องการ นอกจากจะเป็นแหล่งโปรตีนแล้วเวย์โปรตีนยังมีคุณสมบัติในการต้านอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระได้(12)


เครื่องเทศ


ขมิ้นชัน
Photo CR: http://www.thesleuthjournal.com/
ในขมิ้นชันจะมีสารที่เรียกว่า "เคอร์คูมินอยด์(Curcuminoid)" ซึ่งได้แก่ เคอร์คูมิน(Curcumin), ไดเมท๊อกซีเคอร์คูมิน(Dimethoxycurcumin) และบิสไดเมท๊อกซีเคอร์คูมิน(Bisdimethoxycurcumin) โดยเคอร์คูมินจะมีปริมาณมากที่สุดและมีคุณสมบัติในการต้านอักเสบจึงมีบทบาทในการบรรเทาโรคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบได้ เช่น โรคสมองเสื่อม, โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน, โรคลำไส้อักเสบ(IBD), โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, โรคภูมิแพ้ต่างๆ และโรคมะเร็งเป็นต้น(13)  ได้มีการศึกษานำสารสกัดจากขมิ้นชันมาใช้กับผู้ป่วยข้อเข่าอักเสบพบว่ามีประสิทธิภาพเทียบเคียงยาไอบิวโพรเฟน(14)


ขิง
Photo CR: Fred Cicetti, MyHealthNewsDaily Columnist
ในขิงจะมีสารที่เรียกว่า "จิงเจอรอล" ซึ่งจะมีคุณสมบัติในการต้านอักเสบเช่นเดียวกับเคอร์คูมินที่พบในขมิ้นชัน  โดยในบทความหนึ่ง(15)ได้กล่าวถึงงานวิจัยที่มีการนำขิงผงไปใช้ในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคข้อเสื่อมเป็นระยะเวลา 3 เดือนถึง 2.5 ปี พบว่าสามารถลดอาการปวด และการอักเสบได้ถึง 75% โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ




กระเทียม
Photo CR: http://www.bbcgoodfood.com/
glossary/garlic
ในกระเทียมจะมีสารประกอบซัลเฟอร์ที่เรียกว่า "อัลลิอิน(Alliin)" ซึ่งเมื่อกระเทียมถูกสับ หรือบดจะทำให้สารนี้สัมผัสกับเอนไซม์อัลลิเนส และกลายเป็น"อัลลิซิน(Allicin)" โดยสารนี้จะไม่ค่อยคงตัวและจะถูกเปลี่ยนเป็นสาร ไดอัลลิล ไตรซัลไฟด์ (Diallyl Trisulfide)   สารทั้ง 3 ที่พบในกระเทียมในขั้นต่างๆนี้ล้วนมีคุณสมบัติในการต้านอักเสบ(16,17,18)


หัวหอม
Photo CR: http://www.bbcgoodfood.com/
glossary/shallot
หัวหอมเป็นพืชตระกลูเดียวกับกระเทียม จึงมีสารประกอบซัลเฟอร์เป็นสารสำคัญ และมีคุณสมบัติในการต้านอักเสบเช่นเดียวกับกระเทียม(19)





ที่มา

  1. Jiang, Y., Wu, S. H., Shu, X. O., Xiang, Y. B., Ji, B. T., Milne, G. L., ... & Yang, G. (2014). Cruciferous Vegetable Intake Is Inversely Correlated with Circulating Levels of Proinflammatory Markers in Women. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics, 114(5), 700-708.
  2. Tsai, J. T., Liu, H. C., & Chen, Y. H. (2010). Suppression of inflammatory mediators by cruciferous vegetable-derived indole-3-carbinol and phenylethyl isothiocyanate in lipopolysaccharide-activated macrophages. Mediators of inflammation, 2010.
  3. Zhu, Y., Ling, W., Guo, H., Song, F., Ye, Q., Zou, T., ... & Yang, Y. (2013). Anti-inflammatory effect of purified dietary anthocyanin in adults with hypercholesterolemia: A randomized controlled trial. Nutrition, Metabolism and Cardiovascular Diseases, 23(9), 843-849.
  4. Masters, R. C., Liese, A. D., Haffner, S. M., Wagenknecht, L. E., & Hanley, A. J. (2010). Whole and refined grain intakes are related to inflammatory protein concentrations in human plasma. The Journal of nutrition, 140(3), 587-594.
  5. Wall, R., Ross, R. P., Fitzgerald, G. F., & Stanton, C. (2010). Fatty acids from fish: the anti‐inflammatory potential of long‐chain omega‐3 fatty acids. Nutrition reviews, 68(5), 280-289.
  6. Calder, P. C. (2013). Omega‐3 polyunsaturated fatty acids and inflammatory processes: nutrition or pharmacology?. British journal of clinical pharmacology,75(3), 645-662.
  7. Carrillo, C., Cavia, M., & Alonso-Torre, S. (2012). Role of oleic acid in immune system; mechanism of action; a review. Nutrición Hospitalaria, 27(4).
  8. Rosignoli, P., Fuccelli, R., Fabiani, R., Servili, M., & Morozzi, G. (2013). Effect of olive oil phenols on the production of inflammatory mediators in freshly isolated human monocytes. The Journal of nutritional biochemistry, 24(8), 1513-1519.
  9. Cardeno, A., Sanchez-Hidalgo, M., Aparicio-Soto, M., & Alarcón-de-la-Lastra, C. (2014). Unsaponifiable fraction from extra virgin olive oil inhibits the inflammatory response in LPS-activated murine macrophages. Food chemistry,147, 117-123.
  10. Chacko, B. K., Chandler, R. T., Mundhekar, A., Khoo, N., Pruitt, H. M., Kucik, D. F., ... & Patel, R. P. (2005). Revealing anti-inflammatory mechanisms of soy isoflavones by flow: modulation of leukocyte-endothelial cell interactions.American Journal of Physiology-Heart and Circulatory Physiology, 289(2), H908-H915.
  11. Burris, R. L., Ng, H. P., & Nagarajan, S. (2014). Soy protein inhibits inflammation-induced VCAM-1 and inflammatory cytokine induction by inhibiting the NF-κB and AKT signaling pathway in apolipoprotein E–deficient mice.European journal of nutrition, 53(1), 135-148.
  12. Horikawa, Y., Tsutsumi, R., & Tsutsumi, Y. (2013). 734: Whey protein diets can limit inflammation and oxidative stress in the critically ill. Critical Care Medicine, 41(12), A181-A182.
  13. Aggarwal, B. B., & Harikumar, K. B. (2009). Potential therapeutic effects of curcumin, the anti-inflammatory agent, against neurodegenerative, cardiovascular, pulmonary, metabolic, autoimmune and neoplastic diseases.The international journal of biochemistry & cell biology, 41(1), 40-59.
  14. Kuptniratsaikul, V., Dajpratham, P., Taechaarpornkul, W., Buntragulpoontawee, M., Lukkanapichonchut, P., Chootip, C., ... & Laongpech, S. (2014). Efficacy and safety of Curcuma domestica extracts compared with ibuprofen in patients with knee osteoarthritis: a multicenter study. Clinical interventions in aging, 9, 451.
  15. Kumar, S., Saxena, K., Singh, U. N., & Saxena, R. (2013). Anti-inflammatory action of ginger: A critical review in anemia of inflammation and its future aspects.
  16. Quintero-Fabián, S., Ortuño-Sahagún, D., Vázquez-Carrera, M., & López-Roa, R. I. (2013). Alliin, a Garlic (Allium sativum) Compound, Prevents LPS-Induced Inflammation in 3T3-L1 Adipocytes. Mediators of inflammation, 2013.
  17. Gu, X., Wu, H., & Fu, P. (2013). Allicin Attenuates Inflammation and Suppresses HLA-B27 Protein Expression in Ankylosing Spondylitis Mice.BioMed research international, 2013.
  18. You, S., Nakanishi, E., Kuwata, H., Chen, J., Nakasone, Y., He, X., ... & Hou, D. X. (2013). Inhibitory effects and molecular mechanisms of garlic organosulfur compounds on the production of inflammatory mediators. Molecular nutrition & food research, 57(11), 2049-2060.
  19. Wilson, E. A., & Demmig-Adams, B. (2007). Antioxidant, anti-inflammatory, and antimicrobial properties of garlic and onions. Nutrition & food science,37(3), 178-183.

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

ปัจจัยที่มีผลให้ปริมาณคอลลาเจนในผิวลดลง

สังขารไม่จีรัง เสื่อมไปตามกาล แต่ใช่ว่าจะไม่สนใจเลย เราพอจะถนอมดูแลได้ ดังนั้นมาดูกันดีกว่าอะไรเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คอลลาเจนในผิวของเราลดลง และเป็นเหตุแห่งความเสื่อมสภาพของผิว

อายุ
คอลลาเจนชนิดที่ 1 และ ที่ 3 ซึ่งเป็นชนิดที่พบในผิวจะลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้นโดย ชนิดที่ 1 เริ่มลดลงหลังช่วงอายุ 8 ขวบ ส่วนชนิดที่ 3 เริ่มลดลงตั้งแต่แรกเกิด(Rong, et al., 2008)

กราฟแสดงความหนาแน่นของคอลลาเจนในผิวที่ช่วงวัยต่างๆ

Ortolan, et al., 2013

แสงแดด
ในแสงแดดจะมีรังสียูวีซึ่งถือเป็นตัวร้ายที่สำคัญในการทำลายผิวและถือเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ผิวเราเสื่อมสภาพ 
ทั้งนี้พบว่าในผิวที่ถูกทำลายด้วยแสงแดดจะมีปริมาณโพรคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 ลดลง(Talwar, et al., 1995)  โดยที่รังสียูวีในแสงแดดจะไปยับยั้งกลไกที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โพรคอลลาเจน (Quan, et al., 2004) และยังกระตุ้นการทำงานของกลุ่มเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสลายคอลลาเจน(Yin, et al., 2001)




ฮอร์โมนเพศ
ผู้หญิงเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หรือวัยทองซึ่งหมายถึงปริมาณฮอรโมนเพศหญิงลดลงส่งผลให้การสังเคราะห์คอลลาเจนลดลง ปริมาณคอลลาเจนในชั้นผิวก็ลดลง  ทั้งนี้ผู้หญิงวัยทองที่ได้รับฮอรโมนเพศทดแทนจะมีปริมาณคอลลาเจนในผิวสูงกว่าที่ไม่ได้รับ(Castelo, et al., 1992; Brincat, et al., 1983)
ที่มาภาพ http://wisewomenrule.com/the-art-of-menopause/


การสูบบุหรี่
ที่มาภาพ www.richmondinstitute.com
การสูบบุหรี่จะลดอัตราการสังเคราะห์คอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 ในผิว(Knuutinen, et al., 2002) และเร่งการสลายของคอลลาเจนด้วยการกระตุ้นการทำงานของกลุ่มเอนไซม์ MMP-1(Lahmann, et al., 2001)




โรคบางชนิด
เช่นโรคเบาหวาน
คนที่เป็นเบาหวานจะมีการสังเคราะห์คอลลาเจนน้อยกว่าคนปรกติ(Seibold, et al., 1985) และ คนที่เป็นโรคเบาหวานจะมีการเกิดกระบวนการกลัยเคชั่น(Glycation) ในร่างกายสูงกว่าคนปรกติ ซึ่งกระบวนการนี้จะส่งผลให้คอลลาเจนเสียสภาพ และถูกทำลาย(Dyer, et al., 1993; Gautiari, et al., 2013)
เครื่องวัดผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากกระบวนการกลัยเคชั่นที่ผิวหนัง
ที่มาภาพ http://qatar-weill.cornell.edu/media/reports/2013/glycation.html


การใช้ยาบางชนิด
ภาพผิวที่เกิดจากการใช้ยาประเภทกลูโคคอร์ติคอยด์
ที่มาภาพ http://www.hellenicdermatlas.com/en/viewpicture/1799/
เช่นยากลุ่มกลูโคคอร์ติคอยด์(glucocorticoid)

เป็นยาที่ใช้รักษาอาการอักเสบ กดการทำงานของภูมิคุ้มกัน บรรเทาอาการคันและภูมิแพ้ต่างๆ ฤทธิ์ของยามีความสามารถในการยับยั้งการสังเคราะห์คอลลาเจนได้(Oikarinen, et al., 1998)







นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบได้แก่
ความเครียด, การรับประทานอาหารไม่ครบหลักโภชนาการ, การผักผ่อนไม่เพียงพอ, การดื่มเครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอล์อย่างหนัก และมลภาวะที่เป็นพิษ



ที่มา

  • Rong, Y. H., Zhang, G. A., Wang, C., & Ning, F. G. (2008). Quantification of type I and III collagen content in normal human skin in different age groups].Zhonghua shao shang za zhi= Zhonghua shaoshang zazhi= Chinese journal of burns, 24(1), 51.
  • Ortolan, M. C. A. B., Biondo-Simões, M. D. L. P., Baroni, E. D. R. V., Auersvald, A., Auersvald, L. A., Montemor Netto, M. R., & Biondo-Simões, R. (2013). Influence of aging on the skin quality of white-skinned women: the role of collagen, elastic material density, and vascularization. Revista Brasileira de Cirurgia Plástica, 28(1), 41-48.
  • Talwar, H. S., Griffiths, C. E., Fisher, G. J., Hamilton, T. A., & Voorhees, J. J. (1995). Reduced type I and type III procollagens in photodamaged adult human skin. Journal of Investigative Dermatology, 105(2), 285-290.
  • Quan, T., He, T., Kang, S., Voorhees, J. J., & Fisher, G. J. (2004). Solar ultraviolet irradiation reduces collagen in photoaged human skin by blocking transforming growth factor-β type II receptor/Smad signaling. The American journal of pathology, 165(3), 741-751.
  • Yin, L., Morita, A., & Tsuji, T. (2001). Skin aging induced by ultraviolet exposure and tobacco smoking: evidence from epidemiological and molecular studies.Photodermatology, photoimmunology & photomedicine, 17(4), 178-183.
  • Brincat, M., Moniz, C. F., Studd, J. W., Darby, A. J., Magos, A., & Cooper, D. (1983). Sex hormones and skin collagen content in postmenopausal women.British medical journal (Clinical research ed.), 287(6402), 1337.
  • Castelo-Branco, C., Duran, M., & Gonzalez-Merlo, J. (1992). Skin collagen changes related to age and hormone replacement therapy. Maturitas, 15(2), 113-119.
  • Knuutinen, A., Kokkonen, N., Risteli, J., Vähäkangas, K., Kallioinen, M., Salo, T., ... & Oikarinen, A. (2002). Smoking affects collagen synthesis and extracellular matrix turnover in human skin. British Journal of Dermatology,146(4), 588-594.
  • Lahmann, C., Bergemann, J., Harrison, G., & Young, A. R. (2001). Matrix metalloproteinase-1 and skin ageing in smokers. The Lancet, 357(9260), 935-936.
  • Seibold, J. R., Uitto, J., Dorwart, B. B., & Prockop, D. J. (1985). Collagen synthesis and collagenase activity in dermal fibroblasts from patients with diabetes and digital sclerosis. The Journal of laboratory and clinical medicine,105(6), 664.
  • Dyer, D. G., Dunn, J. A., Thorpe, S. R., Bailie, K. E., Lyons, T. J., McCance, D. R., & Baynes, J. W. (1993). Accumulation of Maillard reaction products in skin collagen in diabetes and aging. Journal of Clinical Investigation, 91(6), 2463.
  • Gautieri, A., Redaelli, A., Buehler, M. J., & Vesentini, S. (2013). Age-and diabetes-related nonenzymatic crosslinks in collagen fibrils: Candidate amino acids involved in Advanced Glycation End-products. Matrix Biology.
  • Oikarinen, A., Haapasaari, K. M., Sutinen, M., & Tasanen, K. (1998). The molecular basis of glucocorticoid-induced skin atrophy: topical glucocorticoid apparently decreases both collagen synthesis and the corresponding collagen mRNA level in human skin in vivo. British Journal of Dermatology, 139, 1106-1110

วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สารอาหารชลอผิวแก่

การสวยจากภายใน คือการเลือกรับประทานสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวเป็นอีกทางหนึ่งในการป้องกันการเสื่อมของผิวเนื่องจากสิ่งแวดล้อม

สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว


วิตามินซี หรือ กรดแอสคอร์บิก
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็น โดยมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนที่เป็นน้ำภายในร่างกายเรา และที่สำคัญร่างกายเราสังเคราะห์ไม่ได้ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น
แหล่งอาหารที่มีมากคือผัก และผลไม้สด เช่น ผลไม้ตระกลูส้ม ฝรั่ง และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวต่างๆ
บทบาทที่สำคัญต่อผิว
เป็นผู้ช่วยของเอนไซม์ ไลซิล และ โพรพิลไฮดรอกซีเลส ในการสังเคราะห์ ไฮดรอกซีโพรลีน(hydroxyprolene) และ ไฮดรอกซีไลซีน(hydroxylysene) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับความแข็งแรงของโครงสร้างคอลลาเจน


วิตามินอี หรือ โทโคฟีรอล
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นโดยมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนที่เป็นน้ำมันภายในร่างกายเรา เช่นเดียวกับวิตตามินซีคือต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น
แหล่งอาหารที่มีมากคือ น้ำมันพืชต่างๆ เช่นน้ำมันจมูกข้าวสาลี น้ำมันทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น
บทบาทที่สำคัญต่อผิว
ต้านอนุมูลอิสระในเนื้อเยื่อผิวส่วนที่เป็นไขมัน นอกจากนี้วิตามินอี และ ซี เมื่ออยู่ด้วยกันจะส่งเสริมซึ่งการและกันทำให้ประสิทธิภาพในการต้านออกซิเดชั่นดีขึ้น

แคโรทีนอยด์ (เช่น เบต้าแคโรทีน, ไลโคพีน, แอสต้าแซนทิน)
มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ และเบต้าแคโรทีนจัดเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ซึ่งเป็นวิตามินที่สำคัญของร่างกาย
แหล่งอาหารที่พบมากคือ ผัก และผลไม้ โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีสีส้มอมแดง นอกจากนี้ยังพบในสาหร่าย
บทบาทที่สำคัญต่อผิว
ปกป้องผิวจากการทำลายจากแสงแดดได้ดีเนื่องจากโครงสร้างของแคโรทีนอยด์มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระจากแสงแดดได้

วิตามินดี
เป็นวิตามินที่นอกจากจะได้รับจากอาหารแล้ว ร่างกายสามารถสังเคราะห์เองได้บริเวณชั้นผิวหนังเมื่อถูกระตุ้นด้วยแสงแดดแต่เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะสังเคราะห์ได้น้อยลง
แหล่งอาหารที่พบมากคือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่นไข่แดง นม
บทบาทที่สำคัญต่อผิว
ปกป้องผิวจากการทำลายจากแสงแดด และป้องกันการติดเชื้อที่ผิวหนัง

โพลีฟีนอล
เป็นสารอาหารที่ค่อนข้างให้ความสนใจในช่วง 10 ปีหลัง ในด้านคุณสมบัติการชลอความชราภาพ เนื่องจากประสิทธิภาพในการต้านอนุมลูอิสระ
แหล่งอาหารที่พบมากคือผลิตภัณฑ์จากพืช เช่นผลไม้ต่างๆ ธัญพืช และถั่วต่างๆ เครื่องดื่มที่ได้จากพืช เช่น ชา กาแฟ โกโก้ น้ำผลไม้ ไวน์องุ่น
ตัวอย่างโพลีฟีนอลที่มีคุณสมบัติในการต้านชราภาพได้แก่ เรสเวอราทรอล(จากองุ่นแดง), เคอร์คูมิน(จากขมิ้น), โพลีฟีนอลจากชาเขียว เป็นต้น
บทบาทที่สำคัญต่อผิว
ปกป้องผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระในรูปแบบต่างๆ รักษาดุลย์ภาพของความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของร่างกาย

โคเอนไซม์คิวเท็น
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นโดยมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนที่เป็นน้ำมันของร่างกาย สารตัวนี้ร่างกายสามารถสังเคราะห์เองได้แต่จะมีการสังเคราะห์ลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น
แหล่งอาหารที่พบมากคือ ตับสัตว์
บทบาทที่สำคัญต่อผิว
มีหน้าที่สำคัญในการสังเคราะห์พลังงานให้กับเซลล์ต่างๆภายในร่างกาย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบมากในชั้นหนังกำพร้า จึงถือเป็นปราการด่านแรกที่สำคัญในการปกป้องผิว

พรี และ โพรไบโอติก
โพรไบโอติกคือ จุลลินทรีย์ที่ดีในระบบทางเดินอาหารซึ่งมีส่วนช่วยให้ร่างกายเรามีสุขภาพที่ดี ส่วนพรีไบโอติกคือ สารอาหารที่ส่งเสริมการเจริญของจุลลินทรีย์ที่ดีในระบบทางเดินอาหาร ตัวอย่างเช่น โอลิโกฟรุกโตส และโอลิโกแซคคาไรด์อื่นๆ
จุลลินทรีย์ที่ดีไม่ได้มีแค่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร ที่ผิวของคนเราก็มีจุลลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อผิวเช่นกัน

บทบาทที่สำคัญต่อผิว
ปรับสมดุลย์การทำงานของภูมิคุ้มกันที่ผิวให้แสดงออกอย่างเหมาะสม ลดการแพ้ที่เกิดจากการทำงานของภูมิคุ้มกันที่มากเกิน

กรดไขมันจำเป็น หรือ วิตามินเอฟ
กรดไขมันจำเป็น เป็นกรดไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ได้เองต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น ตัวอย่างกรดไขมันจำเป็นได้แก่ กลุ่มโอเมก้า 3 (กรดอัลฟาไลโนเลนิก, อีพีเอ, ดีเอชเอ) และ กรดไลโนเลอิก (โอเมก้า 6)
กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 พบมากในปลาทะเล ส่วนกรดไลโนเลอิกพบมากในน้ำมันพืชทั่วไป
บทบาทที่สำคัญต่อผิว
มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ไขมันในชั้นเนื้อเยื้อ ช่วยป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง และเหี่ยวย่น

Photo CR: iflakyskin.com

ที่มา

Schagen, S. K., Zampeli, V. A., Makrantonaki, E., & Zouboulis, C. C. (2012). Discovering the link between nutrition and skin aging. Dermato-endocrinology,4(3), 0-9.

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คอลลาเจน กับการสังเคราะห์คอลลาเจนในร่างกาย

คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างเส้นใย 3 เส้นพันกัน โดยแต่ละเส้นจะหมุนเป็นเกลียววนซ้าย จากนั้นทั้ง 3 เส้นมาพันรวมกันเป็นเกลียวเหมือนขดลวดวนขวาซึ่งเรียกว่า Triple Helix

คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่อยู่บริเวณชั้นนอกของเซลล์(Extracellular matrix) โดยเป็น 1 ใน 3 ของโปรตีนทั้งหมด และมีปริมาณเป็น 3 ใน 4 ของน้ำหนักแห้งของผิว

การที่คอลลาเจนมีโครงสร้างแบบ Triple Helix ทำให้การเรียงตัวของกรดอะมิโนบนแต่ละสายโปรตีนมีความพิเศษคือต้องมีลำดับกรดอะมิโนไกลซีน(Glycine:Gly)ซ้ำกันระหว่างกรดอะมิโนทุกๆ 2 ตัว คือ ไกลซีน-X-Y-ไกลซีน-X-Y….โดยที่ X และ Y จะเป็นกรดอะมิโนอะไรก็ได้แต่ส่วนใหญ่จะเป็นโพรลีน(Proline:Pro,28%) และไฮดรอกซีโพรลีน(Hydroxyproline:Hyp,38%)

คอลลาเจนที่พบในสัตว์มีกระดูกสันหลังมีถึง 28 ชนิด โดยอาจจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ คอลลาเจนที่เป็นเส้นใย(fibrillar collagen) และ คอลลาเจนที่ไม่เป็นเส้นใยแต่จะเป็นลักษณะโครงร่างตาข่าย(non fibrillar collagen) โดย 90% ของคอลลาเจนที่พบจะมีลักษณะเป็นเส้นใย

ตัวอย่างชนิดคอลลาเจนชนิดที่พบมากและเนื้อเยื้อที่พบ

คอลลาเจนที่เป็นเส้นใย
ชนิด
เนื้อเยื้อที่พบ
ชนิดที่ 1
กระดูก, หนังแท้(dermis), เอ็นกล้ามเนื้อ(tendon), เอ็นยึดข้อ(ligaments), กระจกตา
ชนิดที่ 2
กระดูกอ่อน, วุ้นในตา(vitreous body), ใส้ตรงรูกลางหมอนรองกระดูกสันหลัง(nucleus pulposus)
ชนิดที่ 3
ผิวหนัง, ผนังหลอดเลือด, เนื้อเยื้อเกี่ยวพัน
ชนิดที่ 5
ปอด, กระจกตา, กระดูก, เยื้อหุ้มผิวเอ็มบริโอ
เนื้อเยื้อชนิดนี้มักอยู่กับชนิดที่ 1

คอลลาเจนที่ไม่เป็นเส้นใย
ชนิด
เนื้อเยื้อที่พบ
ชนิดที่ 4
เนื้อเยื้อฐานที่คอยรองรับเซลล์(basement membrane)
ชนิดที่ 6
กระจายไปทั่วตามหนังแท้, กระดูกอ่อน, รก, ปอด, หลอดเลือด และหมอนรองกระดูกสันหลัง

โดยคอลลาเจนชนิดที่ 1 จะเป็นคอลลาเจนที่พบมากที่สุด


การสังเคราะห์คอลลาเจน

เริ่มในนิวเคลียส
คอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งการสังเคราะห์จึงเริ่มจากการถอดรหัสพันธุกรรม(transcription)ในนิวเคลียสได้เอ็มอาร์เอ็นเอ(mRNA)ออกมา

เคลื่อนตัวสู่ไซโทพลาสซึมเข้าหาไรโบโซม
จากนั้น mRNA จะเคลื่อนที่ออกจากนิวเคลียสเข้าสู่ไซโทพลาสซึม(cytoplasm)เพื่อทำการแปลรหัส(translation)ที่ไรโบโซม(ribosome)ที่เกาะอยู่บนเอนโดพลาสมิกเรติคูลัม((rough) endoplasmic reticulum) จะได้สายเปปไตด์ออกมาซึ่งเรียกว่า พรีโพรคอลลาเจน(pre-pro-collagen) 



เจาะเข้าไปในเอนโดพลาสมิกเรติคูลัมชนิดขรุขระ(rough endoplasmic reticulum)เพื่อทำการสังเคราะห์โพรคอลลาเจน
สายพรีโพรคอลลาเจนจะยื่นเข้าผ่านช่อง(lumen)ไปภายในเอนโดพลาสมิกเรติคูลัมเพื่อส่งสัญญาณเรียกเอนไซม์ซิกนัลเป็ปติเดส(signal peptidase)มาตัดสายเปปไตด์ออกจากไรโบโซมเพื่อดำเนินการต่อ
จากนั้นจะเกิดการเติมหมู่ไฮดรอกซิล(hydroxylation)ไปในเรซิดิว(residue)ของกรดอะมิโนโพรลีน และไลซีนด้วยเอนไซม์โพรพิล-3-ไฮดรอกซีเลส(propyl-3-hydroxylase), โพรพิล-4-ไฮดรอกซีเลส(propyl-4-hydroxylase) และไลซิลไฮดรอกซีเลส(Lysyl hydroxylase) โดยต้องอาศัยตัวเร่งปฏิกิริยาได้แก่ อิออนเฟอรัส(Fe2+), 2-ออกโซกลูตาเรท(2-oxoglutarate), ออกซิเจน และวิตามินซี ทำให้ได้กรดอะมิโนออกมา 3 ตัวคือ 3-ไฮดรอกซีโพรลีน(3-hydroxyproline), 4-ไฮดรอกซีโพรลีน(4-hydroxyproline) และ ไฮดรอกซีไลซีน(hydroxylysine)

ต่อมาจะมีการเติมหมู่น้ำตาล(ไกลโคซิล และกาแลกโตซิล)ให้กับหมู่ไฮดรอกซิลของกรดอะมิโนไฮดรอกซีไลซีนซึ่งเราเรียกปฏิกิริยานี้ว่าไกลโคไซเลชั่น(glycosylation) จะทำให้ได้สายเส้นใยอัลฟ่า(α chain) 3 สาย ซึ่งสายแต่ละสายจะมีแรงดึงดูดพันธะระหว่างสายทำให้เกิดการบิดตัวของเส้นและเกิดโครงสร้างที่บิดเกลียว(triple helix) ซึ่งเราเรียกว่าโพรคอลลาเจน(pro-collagen)

ส่งโพรคอลลาเจนออกจากเซลล์โดยผ่านบริการขนส่งของโกลจิบอดี้(golgi body)
โพรคอลลาเจนที่ได้จากการสังเคราะห์ในเอนโดพลาสมิกเรติคูลัมจะถูกส่งมาให้กับโกลจิบอดี้เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างและสามารถขนส่งออกจากเซลล์ได้

ถูกเปลี่ยนเป็นโทรโพคอลลาเจนเมื่อผ่านเยื้อหุ้มเซลล์
โพรคอลลาเจนเมื่อออกจากเซลล์แล้วจะถูกเอนไซม์ที่อยู่บริเวณเยื้อหุ้มเซลล์ที่ชื่อว่าคอลลาเจนเป็ปติเดส(collagen peptidase)เข้าตัดส่วนหางของโพรคอลลาเจน และกลายเป็นโทรโพคอลลาเจน(tropocollagen)

เริ่มกระบวนการสร้างเส้นใยคอลลาเจน
เอนไซม์ไลซิลออกซิเดส(lysyl oxidase) ที่อยู่บริเวณภายนอกเซลล์จะเข้าไปทำกับไลซีน และไฮดรอกซีไลซีนเพื่อผลิตหมู่อัลดีไฮด์ซึ่งสามารถเกิดพันธะโควาแลนต์ระหว่างโมเลกุลของโทรโพคอลลาเจน ทำให้กลายเป็นโครงสร้างโพลีเมอร์ที่เรียกว่าเส้นใยคอลลาเจน(collagen fibril)
การผลิตคอลลาเจนชนิดต่างๆนั้นเช่น ชนิดที่1(type I), ชนิดที่ 2(type II) และอื่นๆ เป็นต้นจะเกิดขึ้นที่บริเวณภายนอกเซลล์


ที่มาของข้อมูล

1. Shoulders, M. D., & Raines, R. T. (2009). Collagen structure and stability.Annual review of biochemistry, 78, 929.
2. Gelse, K., Pöschl, E., & Aigner, T. (2003). Collagens—structure, function, and biosynthesis. Advanced drug delivery reviews, 55(12), 1531-1546.
3. Wikipedia. (2013). Collagen (Online). Available : http://en.wikipedia.org/wiki/Collagen [November 4, 2013]